กินเมลาโทนินเพื่อให้นอนหลับ ปลอดภัยไหม

Lukkme วิตามินนอนหลับ เมลาโทนิน เมลาโทนินธรมมชาติ lukkme 2
Lukkme วิตามินนอนหลับ เมลาโทนิน เมลาโทนินธรมมชาติ lukkme 

กินเมลาโทนินเพื่อให้นอนหลับ ปลอดภัยไหม

กินแค่ไหนถึงเรียกว่าพอ?

เมลาโทนิน เป็นหนึ่งในฮอร์โมนของร่างกายที่เราสร้างได้เอง มีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมการนอนหลับ รวมถึงนาฬิกาชีวภาพ

ปกติสมองจะผลิตฮอร์โมนนี้ในช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม และลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาตื่นนอน และในปัจจุบัน อาหารเสริมเมลาโทนิน กลายเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มีปัญหาการนอนหลับ และบางคนน่าจะเคยรับประทานกันอยู่บ้าง

แต่การกินฮอร์โมนเหล่านี้ มีผลข้างเคียงไหม และปลอดภัยหรือเปล่า? ติดตามเนื้อหาได้ในบทความนี้เลย

Michael Grandner ผู้อำนวยการของโครงการวิจัยการนอนหลับและสุขภาพ มหาวิทยาลัยแอริโซนา ระบุว่า การรับประทาน ‘เมลาโทนิน’ ในปริมาณปกติ (0.5 – 5 มิลลิกรัม) ค่อนข้างปลอดภัย โดยเมลาโทนินปริมาณ 0.5 มก. (อาจจะเป็นปริมาณที่น้อยหากเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดทั่วไป) ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเป็นตัวช่วยในการนอนหลับแล้ว และก็ควรกิน 3-5 ชั่วโมงก่อนนอน

ส่วนสำหรับคนที่ต้องการรับประทานเมลาโทนินในช่วงก่อนนอนเลย ก็อาจจะต้องรับประทานในขนาด 5 มก.

แต่ถึงแม้ทานในปริมาณมากกว่านั้น อาจจะมีการรายงานถึงอาการปวดหัวหรือปวดท้องบ้าง แต่ผลข้างเคียงประเภทนี้นับว่าเป็นเรื่องที่หายาก และผิดปกติ

LUKKME Melatonin
LUKKME Melatonin

ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านระบุว่า ตัวเมลาโทนินเองจะมีสถิติเรื่องความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมมาก แต่อย่าลืมว่ามันคือ ฮอร์โมนประเภทหนึ่ง และพวกเราคงไม่อยากยุ่งกับมัน ถ้าเราไม่ได้รู้จักว่ามันมีหน้าที่อะไร

แต่กลุ่มคนที่มีอาการแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัว ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเลือกรับประทานฮอร์โมนชนิดนี้ เพราะมีการศึกษาวิจัยบางตัวที่พบว่า

เมลาโทนินมีส่วนช่วยให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ก็มีงานวิจัยบางตัวระบุว่า เมลาโทนินอาจมีการทำงานบางอย่างที่แทรกแซงระบบการควบคุมกลูโคสในร่างกาย

งานวิจัยที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ ทำให้กลุ่มนักวิจัยหรือแพทย์ยังไม่นำเมลาโทนินมารักษากลุ่มโรคในอาการอื่น ผู้เชี่ยวชาญเล่าเพิ่มเติมว่า เราควรพยายามมองยาเสริมเหล่านี้เป็นเหมือนยาประเภทหนึ่ง ซึ่งก็แปลว่าคุณก็ไม่ควรรับประทานมัน ถ้าไม่ได้มีความจำเป็น ไม่ใช่เพราะว่ามันเคยมีตัวอย่างที่ไม่ปลอดภัย แต่เขาออกมาโต้แย้งการใช้งานเมลาโทนินเพราะว่า มันยังไม่มีงานศึกษาวิจัยในการบริโภคระยะยาวมารับรองต่างหาก เอาเป็นว่าใช้เมลาโทนินยามจำเป็นก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

Scroll to Top